facebook

แนวทางการลดไขมันที่ถูกต้อง

แนวทางการลดไขมันที่ถูกต้อง

แนวทางการลดไขมันที่ถูกต้อง
         จากการศึกษาปัจจุบันพบว่า ปัญหาน้ำหนักตัวที่พบคือ ปัญหาการสะสมของไขมันมากเกินไปทำให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่หลายๆคนยังเข้าใจผิดว่า น้ำหนักตัว คือมาตรฐานวัดความอ้วน หรือ ผอม ปัจจัยจริงๆที่เป็นเกณฑ์วัดว่าอ้วนหรือผอมที่ดีที่สุด คือ เปอร์เซ็นไขมันในร่างกายกายนั่นเอง

เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายคืออะไร
          
เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย หรือ Bodyfat % คือ อัตราส่วนของ นน.ตัวต่อ นน.ไขมันในร่างกาย ตัวอย่าง ทั้ง A และ B มีความสูงเท่ากันA น้ำหนักตัว 80 กก. มีไขมันในร่างกาย 20 กก นั่นหมายความว่า A มีไขมันในร่างกาย   (20 x 100) / 80 = 25% 
ดังนั้น A มีไขมันในร่างกายคิดเป็น 25% มีน้ำหนักไขมันเท่ากับ 20 และ ส่วนที่ไม่ใช่ไขมันซึ่งก็คือ กล้ามเนื้อ กระดูก แร่ธาตุต่างๆ และ น้ำในร่างกายอีก 80-20 = 60 กก

        B มีน้ำหนักตัวมากว่า A 10กก คือ 90 กก. มีไขมันในร่างกายเท่ากันที่ 20 กก. นั่นหมายความว่า B มีไขมันในร่างกาย   (20 x 100) / 90 = 22% ดังนั้น B มีไขมันในร่างกายคิดเป็น 22% มีน้ำหนักไขมันเท่ากับ 20 และ ส่วนที่ไม่ใช่ไขมันซึ่งก็คือ กล้ามเนื้อ กระดูก แร่ธาตุต่างๆ และ น้ำในร่างกายอีก 90-20 = 70 กก.ซึ่งดูจากผลสรุปแล้ว B มีน้ำหนักตัวมากกว่า A ก็จริง แต่เนื่องจากน้ำหนักตัวมาจากส่วนประกอบอื่นๆที่ไม่ใช่ไขมัน จึงทำให้ B มี เปอร์เซ็นต์ไขมันน้อยกว่า A ซึ่งสรุปคร่าวๆได้ว่า B มีไขมันที่คิดเป็นร้อยละน้อยกว่า A แม้จะมีปริมาณของไขมันเท่ากัน และ มีน้ำหนักมากกว่าก็ตามตัวอย่างที่สองก่อนทำการลดน้ำหนัก

        A มีน้ำหนักตัว 80กก. มีไขมันในร่างกาย 20กก. คิดเป็น (20 x 100) / 80 = 25% ของร่างกายหลังทำการลดน้ำหนัก A ลดน้ำหนักตัวจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่ไขมัน เช่น สูญเสียกล้ามเนื้อ สูญเสียน้ำในร่างกาย สูญเสียมวลกระดูก จน A มีน้ำหนักตัวเหลือ 60กก. แต่มีไขมันในร่างกาย 20กก.เท่าเดิม คิดเป็น (20 x 100) / 60 = 33.3%!!!! ของร่างกายจะเห็นได้ว่าแม้นาย A จะสามารถลดน้ำหนักตัวได้ แต่หากลดผิดวิธี ก็ไม่ได้หมายความว่า A จะผอมลง แต่กลับทำให้ A นั้นอ้วนมากขึ้นอีกด้วยดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าการลดไขมันที่ถูกต้องควรคำนึงถึงปริมาณ Bodyfat% มากกว่าน้ำหนักตัว การคำนวณเปอร์เซ็นต์ไขมันทำได้หลายวิธี เช่น การคำนวณจากน้ำหนัก และ รอบเอว การคำนวณจากการใช้ตัวหนีบชั้นไขมัน (Skin fold Fat Caliper) การใช้เครื่องวัดไขมันแบบใช้สื่อไฟฟ้าเป็นต้นการลดไขมันนั้นก็เหมือนกับการสะสมไขมันเช่นกัน เราไม่สามารถสะสมไขมันได้มากๆในช่วงเวลาจำกัด แม้เราจะพยายามกินมากแค่ไหนก็ตาม หลังจากเกินปริมาณที่ร่างกายจะเก็บได้จริงๆ ก็จะถูกขับถ่าย การลดไขมันก็เป็นวงจรเดียวกัน เราไม่สามารถลดไขมัน ได้มากๆภายในเวลาสั้นๆ แต่จากน้ำหนักตัวที่ลดนั้นอาจจะมาจากกล้ามเนื้อที่สูญเสียไปส่วนหนึ่ง หรือ น้ำในร่างกาย ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการลดไขมันคือการลดไขมันโดยให้น้ำหนักตัวลด ประมาณ 0.5-1 กก. ต่อสัปดาห์ ถ้ามากกว่านี้อาจจะเกิดจากการสูญเสียกล้ามเนื้อ และ การเสียน้ำในร่างกาย การตั้งเป้าหมายของการลดไขมันควรตั้งเป็นเป้าหมายระยะยาว เช่น โปรแกรมการลดไขมันที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 8-12 สัปดาห์ขึ้นไปเป็นต้นขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่ต้องลด และ ปัจจัยต่างๆ เช่น ความสามารถในการจัดและควบคุมโปรแกรมอาหารการลดไขมันที่เฟิร์มเร็วที่สุดคือ การลดไขมันให้ได้มากที่สุด โดยที่รักษากล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุด เพราะการที่เราไม่เสียกล้ามเนื้อไประหว่างการลดไขมันทำให้เปอร์เซ็นต์ไขมันเราลดน้อยลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากสัดส่วนที่เป็นไขมันหายไป น้ำหนักตัวลดลงแต่ กล้ามเนื้อยังอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นข้อควรระวังหนึ่งสำหรับผู้ทีต้องการลดไขมัน คือ ควรระวังการสูญเสียกล้ามเนื้อระหว่างลดไขมันนั่นเอง โดยสามารถควบคุมได้โดยการ จัดโปรแกรมอาหารที่ดี มีโปรตีนเพียงพอ พลังงานไม่ลดต่ำจนเกินไป เสริมด้วยอาหารเสริมที่ช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ เช่น BCAA, L-Glutamine รวมทั้งการซ้อมที่ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อไว้ด้วย